Tags:

RAW

คำถามหนึ่งซึ่งเป็นคำถามยอดนิยมพอ ๆ กับช่วงเพลง "มีเมียเด็ก" ของ พรศักดิ์ ส่องแสงดังตามคลื่นวิทยุก็คือ

เวลาถ่ายรูปจะเก็บเป็นไฟล์ประเภทไหนดี?

เพราะกล้อง DSLR เกือบทั้งหมด (เดี๋ยวนี้ลามไป Digital Compact ด้วย) สามารถจัดเก็บไฟล์ภาพได้หลายประเภท ไล่ตั้งแต่ Jpeg,Raw และบางตัวเก็บ TIFF ได้ด้วย แล้วเราจะเลือกอะไรดีหละ คำตอบที่ควรจะตอบหากคาดหวังคุณภาพสูงสุดย่อมหนีไม่พ้น RAW

แต่ก็มักมีเรื่องทุกร้อนใจตามมากมายมายบางคนยังไม่เคยถ่ายก็ฟูมฟายตามที่ฟังคนอื่น ๆ พูดมาเข้าหูว่า RAW ไฟล์มันยุ่งยาก ซับซ้อน ช้า กินเนื้อที่ในการจัดเก็บมาก ต้องใช้เครื่องประสิทธิภาพสูงในการประมวลผล ถ่ายมาก็เกินความจำเป็นที่จะใช้งาน ใช้แล้วต่อมลูกหมากโต หรือถ้าใช้มาก ๆ จะเป็นหมัน

ยิ่งถ้าเอาไปเทียบกับ JPEG ด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เพราะจะต้องไปยุ่งยากทำไมกับการถ่ายมาเป็น RAW ในเมื่อไฟล์ JPEG ที่ได้จากการประมวลผลของกล้องมันแจ่มแมวอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ยิ่งปรับตั้งได้ตั้งหลายแบบ ถ่ายมาแล้วใช้ได้เลย จะส่งไปให้ใครก็สะดวก เขาสามารถเปิดได้เหมือน ๆ กัน ลองส่ง RAW ไฟล์ไปสิต้องหาโปรแกรมมาเปิดวุ่นวาย

RAW ไฟล์จึงเป็นของแสลงสำหรับคนที่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องคอมพิวเตอร์

_DSC1010.jpg
ถ้า...

คุณไม่ต้องการคุณภาพสูงสุดจากกล้อง ถ่ายอะไรมาก็ได้ครับ ตามสะดวกและตามความเหมาะสม แต่อยากให้รู้ไว้ว่า RAW ไฟล์คือไฟล์ที่มีพลังอำนาจมากมายมหาศาลกว่าที่หลาย ๆ คนมองข้าม บางคนบอกว่า RAW ไฟล์เหมาะสำหรับมืออาชีพเท่านั้น

ผมกลับมองตรงกันข้ามว่า "RAW ไฟล์เหมาะกับทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่" เพราะ RAW ไฟล์จะช่วยสอนคุณให้ได้เรียนรู้การถ่ายภาพและการ Process ภาพให้ออกมามีคุณภาพสูงที่สุด ซึ่งหาไม่ได้จากไฟล์ประเภทอื่น ๆ

แต่ใครหละพร้อมที่จะเชื่อที่ผมบอก ในเมื่อคนที่ใช้กล้อง DSLR ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องการความยุ่งยากในการใช้งานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เอาเวลาไปสนุกกับการตั้งค่าต่าง ๆ บนตัวกล้อง หรือว่าไปเทียบประสิทธิภาพจากเอกสารรายละเอียดตัวกล้องตัวเลนส์ดีกว่า

ถ้าทุกคนคิดแบบนั้นเขาคงไม่ทำ RAW ไฟล์ออกมาหาอาวุธทิ่มแทงอย่างแน่นอน...

RAW ไฟล์ไม่ใช่ไฟล์รูปภาพเสียทีเดียว มันเป็นข้อมูลต่าง ๆ ที่กล้องของเราจัดเตรียมใส่ไว้ให้ในรูปแบบของไฟล์ดิจิตอล มีทั้งข้อมูลจากตัวเซ็นเซอร์รับภาพ ข้อมูลการปรับตั้งในตอนถ่าย ข้อมูลจากเลนส์ ข้อมูลจากการปรับตั้ง Mode ในการถ่ายภาพ ข้อมูลของ Styles ภาพ รวมไปถึงข้อมูลในการจัดการสี และอีกเยอะ

รูปภาพที่เราเห็นบนจอคอมพิวเตอร์ทั่วไปนั้น เป็นการเก็บข้อมูลของสีมาใช้งานเช่นค่า RGB เป็นต้น เป็นดอก เป็นใบก็ตามแต่

แต่สำหรับ RAW ไฟล์ จะนำข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บไว้มาประมวลผลเพื่อแสดงออกมาเป็นรูปแบบของ RGB เวลาเปิดทุกครั้งมันจึงช้ากว่าไฟล์ที่ทำมาเรียบร้อยแบบสำเร็จรูปเหมือนไฟล์ประเภทอื่น ๆ และแถมต้องการโปรแกรมที่จะมาใช้ประมวลผลเฉพาะสำหรับ RAW ไฟล์ของกล้องแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อด้วย

การ Process RAW ไฟล์นั้นทำได้ 2 วิธีหลัก ๆ คือ
  1. ทำจากกล้องโดยตรง ซึ่งก็คือการปรับตั้งให้กล้อง Save รูปใน Format Jpeg หรือ TIFF กล้องจะทำการประมวลผลแล้วบันทึกในรูปแบบที่เราต้องการ
  2. ให้กล้องบันทึก RAW File ไว้ เพื่อนำมาเปิดในคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรม Convert RAW File ในภายหลัง
ซึ่งอย่างหลังนี้ให้ความละเอียด และยืดหยุ่นในการทำงานมากกว่าแบบแรกมาก ในแบบแรกที่ให้กล้องบันทึกเป็น Jpeg นั้น เราใช้ตัวกล้องและ Software ในตัวกล้องประมวลผล ซึ่งมันจะใช้ข้อมูลการปรับตั้งที่เราได้ทำไว้ในกล้องมาช่วยตัดสินใจว่าจะให้ไฟล์ออมาในรูปแบบใด เช่น Contrast,Saturation,Sharpness,Noise Reduction และข้อมูลอื่น ๆ เพื่อมาทำภาพ Jpeg ให้เรา

สำหรับหลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ แต่สำหรับคนที่ต้องการไฟล์คุณภาพสูงผมว่าคงจะไม่เห็นด้วยนักกับการทำงานในแบบที่ 1. ผมขอยกเรื่อง Sharpen มาเป็นตัวอย่างนะครับ สำหรับคนที่เข้าใจเรื่องการ Sharpen เป็นอย่างดีคงจะรู้ว่า การ Sharpen ให้ได้คุณภาพนั้น ไม่สามารถกำหนดค่าลงไปตายตัวเหมือนกันหมดในทุกรูป หรือแม้แต่ในรูปเดียวกันการทำ Sharpen บางครั้งก็ต้องทำเป็นส่วน ๆ ไป ไม่ใช่ทำทั้งหมด เช่นในภาพบุคคลบางครั้งเราอาจจะต้องการ Sharpen บนใบหน้าแค่บริเวณดวงตา ปาก คิ้วเท่านั้น ส่วนผิวที่เหลือบริเวณอื่น เราจะเว้นเอาไว้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเน้นรายละเอียดให้ออกมาดูกร้านเกินไป

_DSC1074.jpg
คลิ๊กที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่...

แต่ถ้าเราใส่ Sharpen ในกล้องเพื่อให้ได้ไฟล์ jpeg ที่เราต้องการมาเลย เราจะไม่สามารถทำแบบนี้ได้ เพราะตัวกล้องจะไม่รู้ว่าเราต้องการทำ Sharpen ในบริเวณใดบ้าง กล้องจะทำมาให้ทั้งหมด ทำให้ส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการถูก Sharpen ไปด้วย แม้ว่ากล้องในปัจจุบัน ได้พัฒนาเรื่องพวกนี้ไปมาก โดยใช้ Styles เข้ามาช่วยในการทำงาน เช่น ตั้งเป็นค่า Portrait , Landscape etc. แต่เท่าที่ดูก็ยังมีความสามารถในการทำไฟล์ด้อยกว่าการทำจาก Software บน Computer ที่ควบคุมจากผู้ที่เข้าใจในกระบวนการทำไฟล์ได้ นอกจาก Sharpen แล้วยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมากที่ต้องควบคุมให้ได้ไฟล์ที่มีคุณภาพดี ผู้ที่ต้องการคุณภาพจึงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ให้รอบด้าน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการศึกษาและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

ข้อดีและข้อเสียของไฟล์ JPEG

JPEG เป็น Image file ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน จะเรียกว่าได้รับความนิยมสูงสุดก็ว่าได้ เพราะว่าใช้กันตั้งแต่ยายยันเหลน ด้วยความที่มันเป็นไฟล์ขนาดเล็กเมื่อเทียบกับไฟล์ชนิดอื่น ๆ แถมยังมีคุณภาพที่ดีเพียงพอสำหรับงาน Output ไม่ว่าจะเป็นบน Web หรืองานพิมพ์ทั่วไป และโปรแกรมที่รองรับไฟล์ JPEG ก็มีมากมายมหาศาล

แต่ JPEG File ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มากสำหรับงานที่ต้องการคุณภาพสูง ๆ โดยเฉพาะงานภาพถ่าย พราะโดยตัวของ JPEG ไฟล์นั้นเริ่มต้นมาจากแนวคิดในการจัดเก็บไฟล์แบบบีบอัด และเป็นการบีบอัดไฟล์แบบที่เรียกว่า "lossy" ซึ่งหมายความว่าเมื่อใดก็ตามที่เราบันทึกภาพเป็น JPEG จะมีการโยนข้อมูลบางส่วนทิ้งไปเสมอ ไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับระดับของการบีบอัดที่เราเลือก ถ้าต้องการไฟล์เล็กก็บีบอัดมาก ถ้าใหญ่หน่อยก็บีบอัดน้อย งานที่ JPEG ทำคือ "ทั้งบีบทั้งโยนทิ้ง" ดังนั้นมันไม่จึงไม่ใช่ไฟล์ที่สมบูรณ์ตั้งแต่แรก

ข้อแนะนำ : เมื่อเปิดไฟล์ภ่ายถ่าย JPEG ขึ้นมาทำงาน เราควรจะเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ แล้วบันทึกไฟล์ที่ปรับแต่งแยกเอาอีกไฟล์ เพราะการบันทึกทับไฟล์เดิมไปเรื่อย ๆ ตัวไฟล์ JPEG จะสูญเสียคุณภาพตามการบีบอัดแต่ละครั้ง ลองดูแบบนี้ก็ได้ครับ เปิดไฟล์ JPEG ขึ้นมาแล้วนั่นหมุนไฟล์ด้วย Photoshop ไปตามเข็มนาฬิกาเรื่อย ๆ จะเห็นว่าไฟล์ภาพของเรามีคุณภาพลดลง ถ้าใครว่างก็ลองดูนะครับ หรือจะลาออกจากงานมานั่งหมุนไฟล์ก็ได้ อันนี้แล้วแต่

อีกเรื่องที่เป็นข้อจำกัดของไฟล์ JPEG ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็คือ JPEG เป็นไฟล์แบบ "8-bits" ซึ่งหมายความว่าในแต่ละ Channel สี (Red,Green,Blue)
จะมีระดับ Tone ในแต่ละสี 256 ระดับ อันนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในการแสดงภาพบนจอภาพ หรือแม้แต่ในงานพิมพ์ งานพิมพ์ดี ๆ มีเยอะแยะที่ทำบนไฟล์ 8-bits หลาย ๆ คนเข้าใจผิดคิดว่า 8-bits ไม่สามารถให้งานที่ดีได้ ถ้าเอาไป Output จริง ๆ แล้วมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาอีกหลายเรื่อง

แต่ที่ 8-bits มีข้อจำกัดก็จะอยู่ในส่วนของการปรับแต่ง เมื่อเรานำไฟล์ 8-bits มาดึงมาเค้น ปรับสีปรับแสง ปรับความเปรียบต่าง การที่มันมี 256 ระดับโทนสีดูจะไม่เพียงพอ ซึ่งผมว่าหลาย ๆ คนก็คงจะเคยเห็นไฟล์ภาพ JPEG ที่ถูกดึงถูกเค้นมาก ๆ มาแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือการที่บริเวณท้องฟ้าแสดผลเป็นแถบ ๆ หรือเป็นเม็ด ๆ

ต่างจากไฟล์ RAW ที่เริ่มกันตั้งแต่ 12 bits ขึ้นไปในปัจจุบัน และเมื่อ Convert แล้วมักจะอยู่ในรูปของไฟล์ 16 bits (ถูกทำให้เป็นนะครับ ไม่ใช่มันเป็น 16 bits แต่แรก) ทำให้มีระดับโทนสีว่ากันที่หกหมื่นว่าโทน ทำให้มีความยืดหยุ่นค่อนข้างมากในการปรับแต่งไฟล์

compare.jpg
  1. ไฟล์ต้นฉบับ...ทำจาก RAW
  2. รุมทึ้งด้วยการบีบ Output Level 2 ครั้ง จากนั้นพยามกู้คืนด้วย Input Level 2 หนได้ผลดังภาพ
  3. ใช้วิธีเดียวกันในการรุมทึ้ง แต่ว่าแทนที่จะเริ่มจากไฟล์ 16 bits ผมเปลี่ยนเป็น 8-bits แล้วนำมาเป็นต้นฉบับ พบว่าไปไม่รอด

เราลองมานึกกันเล่น (ใครจะนึกกันจริง ๆ ก็ได้) ว่าถ้าเราถ่ายรูปแล้วให้กล้องบันทึกเป็นไฟล์ JPEG แล้วเราปรับตั้งค่าต่าง ๆ ผิดเพี้ยนไปอย่างเช่นที่เห็นกันบ่อย ๆ ก็คือ White balance หรือไม่ก็ตั้งค่า Sharpen มากเกินไป อัด Contrast ซะเงาจมมิด Highlight กระฉูด แถมอัด Saturation จนหาโทนของสีไม่ได้ ยังมีเรื่อง Noise Reduction อีกที่มักจะเปิดกันอย่างไม่ระวัง ทำให้ภาพที่ได้ขาดรายละเอียด ดูภาพแล้วเกิดอาการอยากกินวุ้นมะพร้าวขึ้นมาทันที

ถ้าสิ่งเหล่านั้นเกิดในไฟล์ JPEG ทั้งหมดถือว่าปิดงาน เพราะข้อมูลที่เหลืออยู่มีให้ทำอะไรได้ไม่มาก อย่างเรื่องของ Shadow กับ Highlight ยากที่จะดึงกลับมาให้ดีได้ เนื่องจากตัวกล้องเองเมื่อบันทึกภาพเป็น JPEG ก็ได้โยนข้อมูลทิ้งไปเป็นจำนวนมาก

การปรับตั้งค่าต่าง ๆ บนตัวกล้องเพื่อบันทึกไฟล์เป็น JPEG นั้น จะต้องมีความเข้าใจถึงการปรับแต่งไฟล์เป็นอย่างมาก และไม่ใช่ปรับค้างไว้เหมือนกันทุกรูป ต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นตามลักษณะของรูปนั้น ๆ ด้วย แล้วยังจะต้องพึ่งความสามารถของโปรแกรมบนตัวกล้องด้วยว่าจะทำออกมาได้ดีแค่ไหน ตอนนี้คงจะพอเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมผมถึงบอกว่า "RAW ไม่ได้เหมาะสำหรับมืออาชีพเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับมือใหม่ด้วย"

การถ่ายด้วย RAW จึงเสมือนเป็นการจัดเตรียมความพร้อมของไฟล์ให้มีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะเอาไปใช้งาน และสิ่งที่ต้องนึกถึงอยู่เสมอคือ RAW ไฟล์ไม่ใช่ไฟล์ภาพจนกว่าเราจะ Convert มันให้อยู่ในรูปแบบของ RGB ไฟล์เสียก่อน

ข้อดีข้อเสียของ RAW ไฟล์

การปรับแต่งภาพแบบ RAW ไฟล์เป็นการปรับแต่งแบบ non-destructive ตราบใดที่เรายังไม่บันทึกเป็นไฟล์รูปแบบอื่น การกระทำใด ๆ กับ RAW ไฟล์จะสามารถปรับเปลี่ยนกลับมาเหมือนเดิมได้เสมอ เพราะการทำงานกับ RAW ไฟล์ เป็นการอ่านข้อมูลขึ้นมา แล้วประมวลผลโดยใช้ชุดคำสั่ง และแสดงผลออกมาให้เราเห็นบนจอภาพ โดยที่มันจะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับข้อมูลที่มีอยู่ และการปรับแต่งด้วยชุดคำสั่งนี้ก็มีข้อดีอีกอย่างคือประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ การเพิ่มคำสั่งแต่ละครั้งใช้เนื้อที่น้อยมาก

ตัว RAW ไฟล์เองก็ยังมีข้อมูลมากพอที่จะปรับแต่งใน Mode การทำงานแบบ 16-bits ได้ ทั้งที่มันไม่ได้เป็นไฟล์ขนาดใหญ่เหมือนกับไฟล์ RGB 16-bits ในรูปแบบอื่น ๆ เช่นไฟล์ TIFF ที่มักจะทำให้ฐานะทางบ้านเราสั่นคลอนอยู่เสมอ เพราะถ้าหากบันทึกไฟล์ TIFF ในรูปแบบ 16-bits จะต้องใช้เนื้อที่มากกว่าไฟล์ RAW อย่างน้อย 5-6 เท่าตัว หรือมากกว่านั้น ยิ่งถ้าต้องทำงานแบบ non-destructive โดยใช้ Layer บนไฟล์ TIFF หรือ PSD แบบ 16-bits ด้วยแล้ว ขนาดไฟล์จะมหึมามหาอมตะมาก เพราะ Duplicate Layer ขึ้นมาแต่ละครั้งนั้นเท่ากับเป็นการ Double ขนาดไฟล์ขึ้นมาดี ๆ นี่เอง

อีกเรื่องที่ผมมีประสบการณ์ตรงและรู้สึกดีมาก ๆ ที่ได้ตัดสินใจถ่าย RAW ไฟล์มาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วก็คือ ไฟล์ภาพเมื่อ 5 ปีที่แล้วของผม ดูดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ผิดหน้า ผิดจมูก ในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากการทำงานของโปรแกรม Convert RAW ในตอนนี้มันเก่งขึ้นมาก ๆ สามารถทำไฟล์ได้คุณภาพดีกว่าโปรแกรมรุ่นเก่า ๆ อย่างเห็นได้ชัด รวมถึงตัวผมเองเมื่อมีความเข้าใจในการปรับแต่งไฟล์มากขึ้น ผมก็สามารถที่จะทำงานกับรูปต้นฉบับได้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน เพราะอย่าลืมว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปแบบก้าวกระโดดในแต่ละปี บางปีมันกระโดดเหยง ๆ ๆ แบบไม่หยุดเลยด้วยซ้ำ

_DSC2654_1.jpg
_DSC2654.jpg

แต่ที่ RAW ไฟล์มักจะถูกหลีกเลี่ยงจากผู้ใช้งานเสมอ ๆ ก็คือว่ามันไม่สามารถใช้งานได้ทันที ต้องถูก Convert ด้วยโปรแกรมเฉพาะเสียก่อน แต่ตอนนี้มีโปรแกรมหลาย ๆ โปรแกรมที่ออกมาช่วยให้การทำงานกับ RAW จำนวนมากเป็นเรื่องที่สะดวกรวดเร็วขึ้น เช่น Aperture ของค่าย Apple หรือ Light room ของค่าย Adobe


แม้ว่า RAW ไฟล์จะมีขนาดเล็กกว่าไฟล์ที่ให้คุณภาพดีพอ ๆ กันเช่น TIFF แต่ต้องไม่ลืมว่ายังไงซะมันก็ใหญ่กว่า JPEG การถ่ายรูปแล้วบันทึกเป็น RAW ไฟล์จึงต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บมากกว่า JPEG พอสมควร ถ้าแต่ก่อนอาจจะเป็นปัญหา แต่ว่าเดี๋ยวนี้หน่วยความจำมีราคาถูกลงมาก และมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อย ๆ รวมถึง External Hard disk ขนาดยักษ์​ก็มีให้ซื้อหากันเกลื่อน ในราคาที่สมเหตุสมผล เรื่องพื้นที่การจัดเก็ยจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร

ตอนหน้าผมจะมายกตัวอย่างการจัดเก็บไฟล์ RAW ใน Format ของ Nikon หรือ NEF ให้ได้ทำความเข้าใจกันนะครับ